กินยาคุมแล้วปวดหัว อันตรายไหม? เช็กอาการพร้อมวิธีแก้คลื่นไส้ ฉบับมือใหม่

กินยาคุมแล้วปวดหัว อันตรายไหม? เช็กอาการพร้อมวิธีแก้คลื่นไส้ ฉบับมือใหม่

ไขข้อข้องใจ: ทำไมกินยาคุมแล้วถึงคลื่นไส้ ปวดหัวตึบๆ?

สาว ๆ ที่เพิ่งเริ่มกินยาคุมแผงแรกมักจะเจอกับอาการปวดหัวหรือคลื่นไส้ ซึ่งตัวการหลักที่ทำให้เกิดอาการเหล่านี้คือ “ฮอร์โมนเอสโตรเจน” ที่อยู่ในยาคุมชนิดฮอร์โมนรวมที่มีชื่อว่า Ethinylestradiol (เอทินิลเอสตราไดออล) หรือเรียกสั้นๆ ว่า EE นั่นเองค่ะ ยิ่งยาคุมตัวไหนที่มีปริมาณ EE สูง ร่างกายก็จะยิ่งตอบสนองไว ทำให้บางคนรู้สึกคลื่นไส้ พะอืดพะอม เวียนหัว หรือปวดหัวตุบๆ หากมีประวัติเคยเป็นไมเกรนอยู่แล้ว ก็อาจจะถูกกระตุ้นให้ปวดหัวได้ง่ายขึ้นเช่นกันค่ะ


กินยาคุมแล้วปวดหัว อันตรายไหม?

การกินยาคุมแล้วมีอาการปวดหัวและคลื่นไส้ โดยส่วนใหญ่ ไม่อันตราย ค่ะ มักเป็นเพียงผลข้างเคียงจากการปรับตัวของฮอร์โมน และจะค่อยๆ ดีขึ้นเมื่อกินต่อเนื่องไปประมาณ 2-3 เดือน แต่จะถือว่าอันตรายและต้องหยุดยาทันที หากมีอาการปวดหัวรุนแรงเฉียบพลันคล้ายไมเกรน ร่วมกับอาการตาพร่ามัว แขน-ขาอ่อนแรง หรือหน้าชา ซึ่งอาจเป็นสัญญาณอันตรายของหลอดเลือดสมอง หากทนอาการข้างเคียงทั่วไปไม่ไหว แพทย์หรือเภสัชกรมักแนะนำให้เปลี่ยนมาใช้ยาคุมชนิดฮอร์โมนต่ำแทนค่ะ


เช็กด่วน! ปวดหัวแบบไหนไปต่อได้ แบบไหน “อันตราย” ต้องหยุดยา

เพื่อให้สาว ๆ คลายความกังวล ซิสสรุปตารางเปรียบเทียบอาการมาให้เช็กกันชัดๆ เลยค่ะว่า แบบไหนคือผลข้างเคียงทั่วไป และแบบไหนคือสัญญาณเตือน ที่ต้องรีบไปพบแพทย์

ลักษณะอาการปวดหัวจากฮอร์โมนทั่วไป ปวดหัวอันตราย / ไมเกรนรุนแรง 
ระดับความปวดปวดหัวเล็กน้อยถึงปานกลางปวดหัวรุนแรงเฉียบพลันเหมือนไมเกรน
ระยะเวลามักเป็นช่วง 1-2 สัปดาห์แรกของการกินยาปวดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง
อาการร่วมที่พบอาจมีคลื่นไส้ หรือเวียนศีรษะเล็กน้อยตามัว ตาพร่ามัว
สัญญาณอันตราย ไม่มีมีอาการหน้าชา แขน-ขาอ่อนแรง หายใจลำบาก
การรับมือเบื้องต้นสังเกตอาการต่อ ร่างกายจะค่อยๆ ปรับตัวได้เองหยุดยาทันที และรีบไปพบแพทย์ด่วน
อินโฟกราฟิกเปรียบเทียบอาการปวดหัวจากฮอร์โมนยาคุมทั่วไป กับอาการปวดหัวอันตรายหรือไมเกรนรุนแรง พร้อมสัญญาณเตือนที่ควรหยุดยาและพบแพทย์

4 ทริคแก้เวียนหัว คลื่นไส้ กินยาคุมอย่างไรให้รอด!

หากกินยาคุมแล้วมีอาการคลื่นไส้หรือปวดหัวเบาๆ ซิสมีทริครับมือเบื้องต้นมาฝากค่ะ:

  • ให้เวลาร่างกายปรับตัว: หากปวดหัวเล็กน้อยหรือไม่ต่อเนื่อง แนะนำให้ลองสังเกตอาการไปก่อนค่ะ โดยปกติเมื่อกินยาคุมไปประมาณ 2-3 เดือน อาการคลื่นไส้ก็จะดีขึ้นเอง
  • เติมความสดชื่น: เมื่อมีอาการรุนแรงหรือพะอืดพะอม สามารถดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ ให้สดชื่น หรือกินยาสมุนไพรเพื่อลดอาการอาเจียนได้ค่ะ
  • ใช้ตัวช่วยบรรเทาอาการ: การหยิบยาดมหรือยาหม่องขึ้นมาสูดดม จะช่วยบรรเทาความรู้สึกคลื่นไส้วิงเวียนได้ดีมากค่ะ
  • เปลี่ยนสูตรยาคุม: หากทนอาการปวดหัวจากฮอร์โมนเอสโตรเจนไม่ไหว ควรแจ้งประวัติสุขภาพให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบ เพื่อเปลี่ยนเป็นยาคุมชนิดฮอร์โมนต่ำ หรือยาคุมชนิดโปรเจสเตอโรนล้วนค่ะ

บอกลาอาการแพ้! แนะนำ 4 แบรนด์ยาคุมฮอร์โมนต่ำ (Low Dose)

สำหรับสาว ๆ ที่อยากมองหาตัวเลือกใหม่ที่กินแล้วไม่เวียนหัว ไม่คลื่นไส้ ซิสขอแนะนำยาคุมในกลุ่มฮอร์โมนต่ำและฮอร์โมนต่ำพิเศษ ที่เด่นเรื่องการปรับสมดุลและลดผลข้างเคียงค่ะ:

  • Synfonia (ซินโฟเนีย)
    • ตัวยาสำคัญ: Drospirenone (ดรอสไพรีโนน) 3 mg + Ethinylestradiol (เอทินิลเอสตร้าไดออล) 0.02 mg
    • รูปแบบ: แบบ 24+4 เม็ด (24 เม็ดฮอร์โมน + 4 เม็ดแป้ง)
    • ประเทศผู้ผลิต: นำเข้าจากประเทศสเปน (Spain)
    • จุดเด่น: เป็นสูตร Low Dose ที่ช่วยลดอาการก่อนมีประจำเดือน (PMS/PMDD) ได้ดีมาก ช่วยรักษาอาการปวดท้องประจำเดือน ลดอารมณ์แปรปรวน และลดสิวเมนส์ได้ดี โดยไม่ทำให้อ้วน ตัวไม่บวม น้ำหนักตัวไม่เพิ่มขึ้นค่ะ 
  • Minidoz (มินิดอซ)
    • ตัวยาสำคัญ: Gestodene (เจสโตดีน) 60 mcg + Ethinylestradiol (เอทินิลเอสตร้าไดออล) 15 mcg
    • รูปแบบ: แบบ 24+4 เม็ด (24 เม็ดฮอร์โมน + 4 เม็ดแป้ง)
    • ประเทศผู้ผลิต: นำเข้าจากประเทศสเปน (Spain)
    • จุดเด่น: ป็นสูตรที่ฮอร์โมนเอสโตรเจนต่ำพิเศษ ช่วยลดโอกาสเกิดอาการปวดหัวจากฮอร์โมน แต่ยังช่วยลดสิวได้ เหมาะสำหรับคนที่ไม่เคยกินยาคุมมาก่อน หรือกินยาคุมตัวอื่นแล้วมีอาการคลื่นไส้ เวียนหัวค่ะ
  • Yaz (ยาส)
    • ตัวยาสำคัญ: Drospirenone (ดรอสไพรีโนน) + Ethinylestradiol (เอทินิลเอสตร้าไดออล)
    • รูปแบบ: แบบ 24+4 เม็ด 
    • จุดเด่น: ฮอร์โมนต่ำ ช่วยลดปัญหาสิว หน้ามัน อาการบวมน้ำ และโดดเด่นเรื่องการบรรเทาอาการหงุดหงิดก่อนมีประจำเดือน (PMS/PMDD) ได้ดี
  • Mercilon (เมอร์ซิลอน)
    • ตัวยาสำคัญ: Desogestrel (เดสโซเจสเทรล) 0.15 mg + Ethinylestradiol (เอทินิลเอสตร้าไดออล) 0.02 mg
    • ประเทศผู้ผลิต: ประเทศเนเธอร์แลนด์ (Netherlands)
    • จุดเด่น: มีผลข้างเคียงน้อยเพราะปริมาณฮอร์โมนเอสโตรเจนต่ำ แต่อาจจะไม่ช่วยเรื่องสิวและเรื่องอ้วน ตัวบวมน้ำ รูปแบบ 21 เม็ด เหมาะสำหรับคนที่เคยกินยาคุมมาก่อนเพราะต้องเว้น 7 วันค่ะ

Q&A: 4 ข้อสงสัยยอดฮิต อาการปวดหัวและแพ้ยาคุมกำเนิด

Q: กินยาคุมแล้วมีอาการคลื่นไส้ ปวดหัว จะหายไหม หรือต้องทนตลอดไป?

A: ไม่ต้องทนตลอดไปค่ะ อาการคลื่นไส้เป็นเพียงอาการข้างเคียงในช่วงแรก หากเรากินยาคุมต่อเนื่องไปประมาณ 2-3 เดือน ร่างกายจะค่อยๆ ปรับตัวและอาการคลื่นไส้ก็จะดีขึ้นค่ะ

Q: กินยาคุมชนิดหนึ่งแล้วปวดหัวหนักมาก ควรเปลี่ยนยาทันทีไหม?

A: หากเป็นแค่การปวดหัวเล็กน้อย ลองสังเกตอาการ 1-2 สัปดาห์ดูก่อนค่ะ แต่ถ้าอาการปวดหัวทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หรือปวดเฉียบพลันคล้ายไมเกรน ร่วมกับอาการตาพร่า แขนขาอ่อนแรง ต้องหยุดยาทันทีและไปพบแพทย์ด่วนค่ะ

Q: ทำไมยาคุมถึงทำให้เราปวดหัวได้ล่ะ?

A: สาเหตุหลักมาจากส่วนผสมของ “ฮอร์โมนเอสโตรเจน” ในตัวยาค่ะ ซึ่งฮอร์โมนนี้อาจกระตุ้นให้บางคนเกิดผลข้างเคียง เช่น ปวดหัว หรือคลื่นไส้ หากแพ้ฮอร์โมนตัวนี้ แพทย์มักแนะนำให้เปลี่ยนเป็นยาคุมชนิดฮอร์โมนต่ำ (Low Dose) ค่ะ

Q: ระหว่างรอให้ร่างกายปรับตัว จะมีวิธีแก้คลื่นไส้เฉพาะหน้ายังไงบ้าง?

A: ในช่วงที่มีอาการคลื่นไส้รุนแรง ซิสแนะนำให้กินยาคุมในช่วงเวลาก่อนนอนก็จะช่วยลดอาการคลื่นไส้ เวียนหัวได้ค่ะ 

ข้อมูลนี้เป็นการแนะนำเบื้องต้น หากสาว ๆ มีโรคประจำตัว หรือกังวลเรื่องผลข้างเคียง แนะนำให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเริ่มใช้ยานะคะ


หากสาว ๆ ยังมีข้อสงสัยเรื่องอาการ PMS หรืออยากเลือกสูตรยาคุมที่เหมาะกับตัวเอง แนะนำให้ลองแวะไปปรึกษาเภสัชกรได้ที่ PHARMASIS – ร้านยาที่เข้าใจผู้หญิง นะคะ

[ค้นหา PHARMASIS – ร้านยาที่เข้าใจผู้หญิงใกล้บ้าน คลิกที่นี่]


ข้อมูลอ้างอิง:

Scroll to Top