ชีวิตที่วนเวียนด้วยโรคภัยของอดีตนางงามวัย 48 ปี กว่า 20 โรคที่เธอต้องเยียวยา ผ่านการผ่าตัดมาแล้วถึง 7 ครั้ง หนำซ้ำยังเดินไม่ได้จนต้องนั่งวีลแชร์ถึง 2 ปี กระทั่งเธอถูกทำนายว่าจะหมดอายุขัยภายในสิ้นปี
วันนี้… เธอจึงลุกขึ้นสู้กับความตาย!!

“หมอดู (อาจารย์สมยศ จิรนาถโภคิน) ที่เคยทำนายป๋า (สมชาย สามิภักดิ์ คู่ชีวิตของ จุรี โอศิริ) ว่าจะเสียชีวิตในปี 2552 ซึ่งก็เป็นไปตามนั้น คือ ตาย ตามที่หมอดูทำนาย…และหมอดูคนเดิม ก็ทำนายนุชว่าจะตายในปีนี้ เขาบอกว่าข้างในร่างกายของนุชอ่อนแอมาก… จนไม่สามารถจะดำรงชีวิตต่อไปได้”

เนื้อหาบางช่วงในหนังสือ “เมื่อเวรกรรม ไล่ล่าดาราดัง” ที่อดีตมิสเอเชียแปซิฟิก ปรียานุช ปานประดับ ถ่ายทอดชะตาชีวิตของเธอจนกลายเป็นประเด็นชวนผวา เนื่องจากคำทำนาย ดังกล่าวสอดคล้องกับสุขภาพตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เพราะหลายคนรู้ดีว่าเธอเผชิญกับโรคภัยนานามาแล้วกว่า 20 โรค กระทั่งถึงขั้นผ่าตัด 7 ครั้ง และเดินไม่ได้จนต้องนั่งวีลแชร์นาน 2 ปี
ในวันที่ “ซ้อนุช” คู่ชีวิตของ ตู่-นพพล โกมารชุน นักแสดงและผู้กำกับคนดัง ยังมีลมหายใจ และเปี่ยมด้วยพลังใจอันยิ่งใหญ่ เธอหัวเราะให้กับคำตอบเมื่อถูกถามถึงความรู้สึก “หากต้องตายภายในสิ้นปี”

“ไม่เคยถูกใครทำนายแบบนี้มาก่อน แต่ก็ไม่ตกใจอะไร เพราะอย่างไรทุกคนก็ต้องตาย ถ้าทำนายว่าไม่ตายนี่สิ จะตกใจมากกว่า (หัวเราะ) โดนทำนายว่าอายุจะยืน แบบนี้กลัวมาก ทุกอย่างเป็นไปตามชีวิต เป็นไปตามธรรมชาติที่ควรจะเป็น ทำนายว่าเดือนหน้าไม่ดี ก็จะไม่ออกไปไหนไกลๆ อยู่แต่ในบ้าน ส่วนจะเกิดอะไรก็สุดแล้วแต่เวรแต่กรรม เพราะเราฝืนชะตาฟ้าลิขิตไม่ได้” อดีตนางงามที่ยังคงเค้าความสวยแม้ใบหน้าจะปราศจากเครื่องสำอางใดๆ กล่าวด้วยรอยยิ้ม

นอกจากนี้ เธอยังบอกอีกว่า ต่อให้คำทำนายระบุไว้ว่า อยู่ได้แค่สิ้นปีนี้ หากมีสติและไม่ประมาทกับ ทุกการกระทำก็น่าจะเพียงพอ โดยเฉพาะกิจกรรมอะไรที่เคยทำแบบหามรุ่งหามค่ำ ทำแบบตลอดเวลา เฉกเช่นคนไฮเปอร์ ทุกอย่างให้เหลือเพียงภาพในอดีตเท่านั้น

“ผลพลวงของการเจ็บป่วยไม่สบายทุกวันน้ี เพราะเราทำงานหนัก ไม่ถนอมร่างกาย เราเต็มที่กับงาน มากเกินไป เปิดกล้องละครครั้งละ 2-3 เรื่องพร้อมๆ กัน ใส่ใจทุกรายละเอียด เครียดกับการทำงานตลอด อยากให้งานออกมาดี ทำเองทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเขียนบท ประพันธ์บท บอกแอ็กติ้ง จัดฉาก ตัดต่อ ลงเสียงเอง ไม่ปล่อยให้ทีมงานหรือน้องๆ ได้โชว์ฝืมือ หรือทำกันเองบ้าง อดหลับอดนอน 3-4 วันก็เป็นไร มาตอนนี้รู้ซึ้งเลย”

ความเจ็บป่วยทางกายที่เกิดขึ้นกับสาวสวยระดับมิสเอเชียแปซิฟิกเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก โดย “ซ้อนุช” แห่งบริษัทเป่าจินจง เล่าย้อนถึงโรคภัยที่เกิดขึ้นเป็นลำดับว่า เริ่มจากเมื่อตอนเด็กๆ ป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจ เป็นไมเกรน พอขยับมาตอนอายุ 18 ปี ปวดประจำเดือนแบบหนักหนาสาหัส ติดต่อกันถึง 15 วัน บางวันถึงกับเป็นลมล้มพับ จนหมอตรวจพบว่าเลือดไหลไปอยู่ในเยื่อบุมดลูก ต้องกินยาระงับปวดทุกๆ 4 ชั่วโมง นับจากนั้นเป็นต้นมา

“หนักสุดๆ ตอนอายุ 20 กว่า ตรวจพบว่าเป็นซีสต์ในมดลูก แต่ไม่ต้องผ่า หมอให้ฉีดยาสลายซีสต์เท่านั้น ผ่านมา 2 ปี อาการกำเริบจนถึงขั้นเดินไม่ได้ ยกของหนักก็ไม่ได้ จะมีเลือดไหลออกมาจากช่องคลอด ให้หมอตรวจหามะเร็งก็ไม่เจอ เพราะตอนนั้นกังวลมาก เนื่องจากพ่อเสียด้วยโรคมะเร็ง ส่วนญาติๆ ทางแม่ก็เป็นโรคหัวใจ เลยกลัวว่าจะเป็นโรคทางกรรมพันธุ์ สุดท้ายก็ไม่เป็นอย่างที่คิด และโชคดีที่ตรวจแล้วไม่เป็นเบาหวาน หรือความดัน”

อดีตนางงามที่ผันตัวเองมาเป็นนักแสดงวัย 48 ปี พูดถึงโรคร้ายที่รุมเร้าต่อว่า หลังจากที่หมอตรวจ อาการปวดท้องอย่างรุนแรงในครั้งนี้ พร้อมกับฉีดยาระงับปวด จึงสั่งให้กินยาคุมต่อเนื่องเป็นเวลาถึง 2 ปี และทันทีที่หยุดกินยา เนื่องจากอยากมีลูกกับคู่ชีวิต ตู่-นพพล โกมารชุน ปรากฏว่าหน้าอกขยายขึ้นทุกวัน จนที่สุดก็กลายเป็นซีสต์ ข้างหนึ่งใหญ่ 2 เซ็นติเมตร อีกข้างใหญ่ 3 เซ็นติเมตร ที่สุดจึงไปผ่าออก และหยุดพักได้แค่เดือนเดียว ต้องกลับมาเล่นละครเรื่อง คือหัตถาครองพิภพ

โรคร้ายยังไม่จบแค่นั้น ปี 2538 หมอตรวจเจอเนื้องอกที่มดลูกขนาดเท่ากำปั้น และเจอช็อกโกแลตซีสต์กระจายทั่วบริเวณท่อรังไข่ตันทั้งสองข้าง ปีกมดลูกอักเสบ บวมโต พังผืดมดลูก และปีกรังไข่ก่อตัวเป็นใยแมงมุม จึงต้องผ่าตัดแบบยกเครื่องใหม่ โดยรวมที่ต้องผ่าตัด ทั้งเล็กและใหญ่ ประมาณ 7 ครั้งได้

และผลจากการแพ้ฮอร์โมน ทำให้เธอมีอาการข้างเคียง อาทิ หน้าบวม ผิวแห้ง ปากลอก และหิวน้ำตลอดเวลา ที่สุดหมอก็สันนิษฐานว่าเป็นไทรอยด์ โดยทุกวันนี้อาการที่เพิ่มขึ้นคือ ปวดตาดำ เจ็บคอ เส้นเสียงอักเสบตลอดเวลา ทั้งๆ ที่ไม่ได้ใช้เสียง หรือตะโกนแม้แต่น้อย ยังไม่หมดเท่านี้ เธอยังเป็นโรคที่หนึ่งในแสนคนจะเป็นอีกด้วยนั่นคือ แคลเซียมรั่วซึมออกมาจากปลายประสาทของเส้นเลือดฝอย จึงทำให้แคลเซียมไหลมารวมตัวกันอยู่ที่ข้อมือและข้อต่อต่างๆ ของร่างกาย ซ้ำร้ายไปกว่านั้น คือตรวจพบ ว่าเป็นโรคลูปัส

เกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติ และไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ ข้อต่อทุกส่วนของร่างกายต้องผ่าตัดอย่างเดียว โดยเฉพาะหัวเข่า เมื่อไม่สามารถเดินเหินได้อย่างปกติเหมือนเช่นเคย ทั้งยังไม่สามารถผ่าตัดได้ทันที เนื่องจากรอเปลี่ยนเข่าได้ปีละข้างเท่านั้น จึงเป็นที่มาของการนั่งรถเข็นวีลแชร์ตามที่เป็นข่าวอยู่พักใหญ่

ส่วนวิธีรักษา คือกินยาสมุนไพรต้ม ช่วงแรกๆ ต้องทนกล้ำกลืนฝืนทน เนื่องจากยามีรสฝาด และขมมากๆ จนอาเจียนออกมาชนิดที่หมดเรี่ยวหมดแรงเลยทีเดียว

ปัจจุบัน แม้ซ้อนุช จะกลับมาเดินได้อีกครั้ง แต่ก็ยังมีอาการปวดข้อ ปวดเข่า และกระดูกบริเวณต่างๆ
จนไม่สามารถนั่งหรือทำอะไรนานๆ ได้ ดังนั้นการเปลี่ยนอิริยาบทด้วยการนอน จึงพอจะช่วย บรรเทาความเจ็บปวดได้บ้าง
“นั่งนานไม่ได้ ปวดหลังมากๆ ก็นอน อย่างไปห้องตัดต่องาน ปวดหลังปุ๊บก็นอนปั๊บ แต่ต้องเป็นห้องตัดต่อที่สนิทๆ กันนะ เขาถึงไม่ว่าอะไร” เธอกล่าวพลางขออนุญาตเอนตัวลงนอน พูดคุยแทน

“เหมือนตามสุนัขเลยจริงๆ เหมือนหมาบ้าที่ไม่ยอมอยู่เฉยๆ เวลาที่แข็งแรง พี่ตู่จะบอกว่าเขาเบื่อมาก แต่ตอนนี้เขากลับชอบมากกว่า เพราะจะได้ไม่ต้องทำอะไรเยอะ คือชอบให้เหนื่อยบ้าง ทำอะไรช้าลงหน่อย แต่ไม่ต้องเยอะเหมือนที่ผ่านๆ มาหรอก” รอยยิ้มยังคงฉายบนใบหน้าของเธออยู่เสมอ

ทุกวันนี้ ปรียานุชพยายามทำทุกอย่าง เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ การใช้ชีวิตอย่างมีความสุข จึงเป็นภูมิคุ้มกันทางใจให้เธอต่อสู้กับโรคภัย และแม้จะไม่มีทายาทสืบสกุลตามที่เคยฝันไว้ แต่เธอก็ยังมีสุนัข 9 ตัว ให้ดูแลและสร้างความสุขไปพร้อมๆกัน

 

ขอบคุณที่มารูปภาพและเนื้อหาจาก: MThai / WhoWeeklyMagazine

อ่านต่อเพิ่มเติมได้ที่: www.facebook.com/NeverSurrenderThailand

(Visited 1,354 times, 1 visits today)